พุทธศาสนานิกายมหายาน


นิกายมหายานได้ก่อกำเนิดขึ้นมาจากพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ รวม ๑๘ นิกายและนิกายมหายานนับว่าเป็นหลักปรัชญาชั้นสูงที่ใช้หลักตรรกวิทยาอย่างสมบูรณ์แบบลัทธินี้สามารถแพร่หลายเข้าในประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ จนมีอิทธิพลต่อพลเมืองของประเทศนั้น ๆ เช่นประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ฯลฯ ลัทธินี้อาจถือได้ว่าเป็นนิกายที่สำคัญเทียบเท่ากับเถรวาทนิกาย แต่ถ้าเทียบจำนวนประชากรที่นับถือพุทธศาสนามหายานแล้ว นิกายอื่นๆ ไม่อาจเทียบได้ เพราะนิกายมหายานมีประชากรนับถือหลายร้อยล้านคนในซีกโลกตะวันออก ดังนั้นการศึกษาหลักปรัชญาอันลึกซึ้งของนิกายมหายานจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาที่ไม่อาจผ่านพันไปได้ อันต่อไปจะได้กล่าวถึงการอุบัติขึ้นของนิกายมหายาน

          ในสมัยเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ และอยู่ระหว่างการเผยแพร่พุทธศาสนาหลักธรรมของพระองค์สามารถเอาชนจิตใจของปวงชนได้ เนื่องจากคำสั่งสอนหรือหลักธรรมที่พระองค์ตรัสประกอบด้วยเหตุและผลที่เป็นความจริง ดังนั้นพุทธศาสนาแพร่หลายในหมู่ชนทุกชั้นอย่างรวดเร็ว และเร็วจนลัทธิศาสนาอื่น ๆ คาดไม่ถึง ลัทธิศาสนาอื่น ๆ จึงประสบพบกับความเสื่อมไม่อาจฟื้นตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้นมีอิทธิพลทั่วชมพูทวีป แต่ไม่วายที่พุทธศาสนาจะเข้ามามีอิทธิพลแทนที่อย่างรวดเร็ว คณาจารย์ของลัทธิพราหมณ์ต่างคิดวิธีล้มล้างพุทธศาสนาแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้บรรลุถึงความรุ่งเรืองสุดขีด หลักจากเปลี่ยนรัชกาล พุทธศาสนาก็เริ่มเสื่อม เพราะกษัตริย์ราชวงศ์  ศุงคะในแคว้นมคธขึ้นครองราชย์ต่อจากราชวงศ์เมารยะ กษัตริย์พระองค์นี้นับถือศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนาก็ถูกบ่อนทำลายทุกวิธีทางส่วนลัทธิพราหมณ์ต่างก็พยายามปรับปรุงปฏิรูปลัทธิเป็นการใหญ่ มีการแต่งคัมภีร์เพิ่มเติม นอกจากคัมภีร์ยังแต่งมหาพากย์ขึ้น ๒ เรื่อง ซึ่งมีความแพร่หลายและมีสำนวนเป็นที่ประทับใจ สามารถดึงดูดใจคนอ่านให้เกิดศรัทธาภัคดีในพระผู้เป็นเจ้าของลัทธิพราหมณ์ มหาพากย์นั้นได้แก่ มหาภารตะและรามยณะ ซึ่งแม่แต่บุคคลทั่วๆ ไปส่วนใหญ่ก็เคยได้ยินชื่อมาแล้ว ผลปรากฏว่าการฟื้นฟูปรับปรุงศาสนาพราหมณ์ครั้งนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์  ทำให้ศาสนาพราหมณ์แพร่หลายและทรงอิทธิพลแผ่ขยายออกไป พุทธศาสนาย่อมถูกอิทธิพลดังกล่าวคลอบคลุมไว้

          จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คณาจารย์ของพุทธศาสนาบางรูป รวมตลอดถึงพุทธบริษัทต่างร่วมมือในการปฏิรูปและปรับปรุงวิธีการเผยแพร่ศาสนา เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตามกาลสมัย พระสูตรต่างๆ ได้รับการแก้ไขดัดแปลง หรือ ขยายความ บางทีถึงแต่งพระสูตรสมัยใหม่เสียเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงรักษาหลักธรรมที่สำคัญ ๆ ไว้คือความหมายพระธรรมคงเดิม จะเปลี่ยนเฉพาะตัวอักษรและวิธีการเผยแพร่เท่านั้น เพื่อให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและความต้องการของปวงชนสมัยนั้น เช่น บุคคลทั่วไปยังหวังพึ่งความช่วยเหลือจากศาสนาให้มาคุ้มครองตน และช่วยให้บรรลุสิ่งที่ต้องประสงค์ พุทธศาสนาได้ดัดแปลงอนุโลมตามความต้องการของปวงชนด้วยการคิดเรื่องราวในพุทธศาสนาว่าจะมีสิ่งใดบ้างที่พอจะแก้ไข เพื่อสนองความเชื่อถือดังกล่าว ต่อมาค้นได้คติหนึ่งว่า การที่คนเราจะมุ่งสู่พุทธภูมิได้นั้น จะต้องบำเพ็ญพระโพธิญาณ คือ การกระทำตัวให้เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการชำระจิตให้บริสุทธิ์และสิ่งจำเป็นที่สู่ที่พระโพธิสัตว์ต้องปฏิบัติได้แก่ ความเมตตากรุณาในการโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ พระโพธิสัตว์จึงจำต้องสะสมบารมีต่าง ๆ ในแต่ละชาติเพื่อมุ่งหวังพุทธภูมิเป็นจุดหมายปลายทาง ฉะนั้นแม่บุคคลใดเกิดทุกข์ต้องการความช่วยเหลือ แทนที่จะกราบอ้อนวอนพระเจ้าของศาสนาพราหมณ์ช่วย ก็เปลี่ยนมาเป็นบูชาขอให้พระโพธิสัตว์ช่วย เนื่องจากพระโพธิสัตว์ประกอบด้วยมหากรุณาอันไม่มีที่สิ้นสุด พระสูตรต่าง ๆ ในสมัยนั้นแต่งเพิ่มเติม จึงประกอบด้วยเรื่องราวอภินิหารย์ อิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการโปรดสัตว์ของพระโพธิสัตว์มาก การดัดแปลงแก้ไขนี้ก็เพื่อให้ปวงชนมีสิ่งที่สามารถยึดมั่นในศาสนาพุทธได้ หากใช้หลักธรรมานุธรรมเป็นคำสั่งสอนแต่อย่างเดียวก็จะทำให้ปวงชนปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยวในสิ่งที่มีตัวตน เพราะปวงชนทั่ว ๆ ไป ยังข้องอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา ซึ่งเป็นอวิชชาคอบบดบังอยู่ ไม่อาจตัดสิ่งเหล่านี้เสียได้ พุทธศาสนาจึ่งสร้างสิ่งที่สมควรยึดถือขึ้น มิใช่เป็นสิ่งไม่มีเหตุผล และเพื่อให้เหมาะสมกับความประสงค์ของบุคคลทั่วไป แม้แต่ปัจจุบันก็ยังคมมีการยึดเหนี่ยวถึงตัวบุคคล เช่น การนับถือพระสงฆ์องค์นั้นองค์นี้ว่ามีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง โดยมิได้คิดถึงหลักธรรมเลย และเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เกิดความเดือนร้อนขึ้นหวังที่พึ่งพา แม้ว่าจะเป็นที่พึ่งทางใจก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิสัยของมนุษย์โดยทั่ว ๆ ไป ดังนั้นการดัดแปลงแก้ไขหลักพุทธศาสนาให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวหรือเป็นที่พึ่งของปวงชนจึงนับว่าเป็นวิธีการสำคัญมากวิธีหนึ่งในการเผยแพร่ศาสนา

          วิธีการเผยแพร่อีกวิธีหนึ่งโดยการใช้ปรัชญาอันลึกซึ่งเข้าอภิปรายกับหลักศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้น พระคณาจารย์องค์สำคัญ  ๆ ของพุทธศาสนาเช่น พระอัศวโฆษ พระคุรุนาคารชุน ฯลฯ (เป็นคณาจารย์องค์สำคัญในการก่อตั้งพุทธศาสนานิกายมหายายขึ้น) ท่านเหลานี้ได้แต่อรรถาธิบายพุทธมติตามแนวของอนัตตา (ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีสิ่งใดที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้แน่นอน) ด้วยวิธีการใหม่ ๆ พระสูตรต่าง ๆ ได้รับการแต่งเติมขยายความให้มากขึ้นเพื่อง่ายแก่การเข้าใจแต่ก็ล้วนหนักไปทางปรมัตถ์ธรรม

          ตามที่ได้กล่าวไว้ว่าการเผยแพร่พุทธศาสนาในระยะที่ศาสนาพราหมณ์กำลังรุ่งเรืองนั้น ได้อาศัยเหล่าพุทธบริษัทร่วมเผยแพร่ด้วย และปรากฏว่าพุทธบริษัทหนุ่มสาวมีบทบาทสำคัญมากในการปฏิรูปพุทธศาสนาขึ้น และก่อกำเนิดนิกายมหายานจึงถือว่าเป็นการดำรงพุทธศาสนามิให้เสื่อมลง นิกายมหายานจึงเกิดขึ้นตามสถานการณ์แวดล้อมบังคับให้เกิด พุทธบริษัทหนุ่มสาวเหล่านี้สามารถจะเผยแพร่ศาสนาพุทธในทุกโอกาส ทุกสถานที่ ไม่เหมือเพศสมณะที่มีระเบียบแห่งวินัยบังคับ ไม่อาจเผยแพร่ศาสนาได้เต็มที่ เพราะฆราวาสอาจจะมีโพธิจิตเพื่อปรารถนาพระโพธิญาณได้ ดังนั้นพระโพธิสัตว์อาจเป็นเพศฆารวาสที่คอยชักจูงให้บุคคลทำแต่กรรมดี เสียสละสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวม บริจาคทานอันเป็นมหากุศล ชำระจิตให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา ฯลฯ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ฝ่ายมหายานมิได้คำนึงถึงเรื่องอื่นใดสำคัญเกินกว่าโพธิจิตซึ่งการปรารถนาบรรลุโพธิญาณ แม้ว่าบุคคลนั้นๆ จะไม่มีเพศเป็นสมณะก็ตาม และย่อมได้รับความเคารพนับถือจากพุทธบริษัททั่วไป หากมีกรณีจำเป็นเกิดขึ้น พระโพธิสัตว์ย่อมต้องเสียสละร่างกายของตนเอง เพื่อดำรงประโยชน์ของคนส่วนรวมไว้ แม่ว่าจะต้องละเมิดข้อบัญญัติที่ห้าวไว้ก็ตาม โดยไม่นึกถึงผลกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น นิกายมหายานถือว่าช่วยดำรงประโยชน์สุขของส่วนรวมไว้เป็นหลักสำคัญ

          ลัทธิมหายานก่อกำเนิดจากความคิดที่ว่า พระพุทธองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ ทรงเป็นอภิบุรุษที่สร้างบารมีมานับเป็นอสงไขยกัลป์ การที่พระองค์จะปรินิพพานไปแล้ว และถือว่าเป็นการดับสูญ โดยไม่เหลืออะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวในความเป็นอมตะของพระองค์ย่อมไม่สมควร นิกายมหายานนี้จึงถือว่าภาวะของพระองค์ทั้งนามและรูปเป็นโลกุตตระ พระชนม์ชีพของพระองค์ทรงไว้ด้วยความเป็นอมตะ สิ่งที่แตกดับถือเป็นเพียงมายาธรรมเท่านั้น ความคิดอันนี้แหละที่เป็นพลังหรืออิทธิพลต่อการกำเนิดนิกายมหายาน เพื่อขับเคี่ยวกับศาสนาพราหมรณ์ ในพุทธศตวรรษที่ ๖-๗ และผู้ประกาศลัทธิมหายานแก่โลกคือ พระเถระองค์สำคัญ ๆ ในสมัยนั้น (รัชสมัยของพระเจ้ากนิษกะมหาราช) ได้แก่ พระอัศวะโฆษ ภิกษุชาวเมืองสาเกต ซึ่งเป็นผู้แต่งคัมภีร์มหายานศรัทโธปาทศาสตร์ ต่อ ๆ มาพระคุรุนาคารชุนเป็นคำสำคัญที่สุดที่ตั้งนิกายมหายานจนสามารถเป็นนิกายทรงอิทธิพลมาก ท่านได้แต่หนังสือ มาธยมิกศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมปรัชญาของนานานิการในพุทธศาสนา กับปรัชญาของพราหมณ์ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย และได้ใช้ระบบวิภาษวิธีระบบนี้เป็นศิลปการอภิปรายที่เลิศด้วยหลักตรรกวิทยา เป็นผลให้นิกายมหายานแพร่หลายอย่างรวดเร็ว และทรงไว้ด้วยอิทธิพลที่สุดของศาสนาพุทธ สามารถยืนหยัดท่ามกลางอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได้อย่างภาคภูมิ (หลักตรรกวิทยา เป็นหลักที่ใช้เหตุผลที่เป็นจริง เป็นหลักการอภิปราย)


ประวัติพระอัศวโฆษ


          พระอัษวโฆษ เป็นชาวเมืองสาเกต ในแคว้นอโยธยา บุตรของนางสุวรรณกษี ท่านเป็นบุตรพราหมณ์และรอบรู้พระเวทอย่างแตกฉาน เมื่อครั้งยังไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ ท่านมีความทะนงความรู้ของตน ได้เที่ยวท้าทายพระภิกษุให้วิสัชชนา – ปุฉฉาถึงข้อธรรมในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธว่าศาสนาใดจะลึกซึ้งพิศดารกว่าปรากฏว่าไม่มีภิกษุองค์ใดสามารถโต้อภิปรายได้ ภายหลักพระปารศวะเถระเจ้าทราบข่าวจึงประกาศโต้อภิปรายกับอัศวโฆษ ท่ามกลางที่ชุมนุมชนและเหล่าราชาบดีอัศวโฆษะทะนงความรู้ถึงกับท้าทายกับพระปารศวะว่า หากตนแพ้จะตัดลิ้นเสียผลปรากฏว่าฝ่ายอัศวโฆษแพ้ พระปารศวะขอร้องให้อัศวโฆษบวชเป็นพระภิกษุโดยมิต้องตัดลิ้น อัศวโฆษจึงได้บวชเรียนและพยายามศึกษาพระธรรมจนแตกฉานมีชื่อว่าเทศนาไพเราะเป็นที่ประทับใจกับผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีอัศวโฆษอาศัยอยู่ในกรุงปาฏลีบุตร เมื่อเกิดสงครามระหว่างปาฏลีบุตรและพระเจ้ากนิษกะมหาราช พระเจ้าปาฏตีบุตรย่อมอ่อนน้อม และถูกปรับให้ชดใช้บรรณาการเป็นจำนวนทองถึง ๓ โกฎิ พระเจ้าปปาฎลีบุตรได้นำของคู่บ้านคู่เมืองมาใช้แทนทองดังกล่าว (บาตรของพระพุทธเจ้า ตัวของอัศวโฆษ รวมทั้งของมีค่าอื่นๆ) ข้าราชบริพารต่างไม่พอใจที่รับตัวพระอัศวโฆษมาเพราะเห็นว่าไม่มีค่าเพียงพอคือมีค่าตัวสูงเกินไป เมื่อพระกนิษกะมหาราชทราบเรื่องราวดังกล่าว พระองค์ต้องให้ข้าราชบริพารประจักษ์ถึงคุณค่าของพระอัศวะโฆษ จึงโปรดให้นำม้า ๗ ตัวมาอดอาหาร ๖ วัน ในวันที่ ๗ ทรงอารธนาพระอัศวโฆษแสดงธรรมต่อที่ประชุมข้าราชบริพาร ตลอดถึงประชาชน รวมทั้งม้าทั้ง ๗ ตัวไว้ในที่ประชุมด้วย พระอัศวโฆษเริ่มเทศนาพระธรรมต่าง  ๆ แล้วพระเจ้ากนิษกะโปรดให้นำหญ้าแก่ม้าที่อดอาหารถึง ๖ วันกลับไม่สนใจคงยืนฟังธรรมจนน้ำตาไหล กิตติศัพท์ของอัศวโฆษจึงโด่งดังไปทั่วในกรณีที่ท่านสามารถแสดงธรรมจนชั้นเดรัจฉานก็ยังทราบซึ้ง และท่านได้รับสมญานามว่า พระอัศวโฆษตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

          พระอัศวโฆษะ เป็นนักโต้วาทีที่มีความสามารถในการหาเหตุผล และยังเป็นนักกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง งานที่สร้างชื่อทางกวีได้แก่ พุทธจริยาของพระพุทธองค์ โดยบรรยายเป็นบทกาพย์ ซึ่งแต่งได้ไพเราะลึกซึ้งมาก ถึงกับได้รับกายกย่องเป็นรัตนกวีชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีงานกวีนิพนธ์อีกหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้งพระสูตรและแสดงธรรมกถึกของท่านอีกจำนวนมาก สมัยของพระอัศวโฆษะ พระสูตรทางมหายานได้รับการขยายความเป็นจำนวนไม่น้อย ตั่งปราศจากอิทธิพลเท่าที่ควร เพราะเป็นระยะแรกของการก่อตั้งนิกาย

nagarjuna

ประวัติคุรุนาคารชุน


          สมัยพระเจ้ายัชญศรี เคาตมีบุตร กษัตริย์แห่งราชวงศ์ศาตวาหนะ มีคณาจารย์องค์สำคัญมากในนิกายมหายาน ได้แก่ พระคุรุนาคารชุน ซึ่งเป็นนักปรัชญาทางพุทธศาสนา เป็นผู้สร้างปรัชญามหายานนิกายด้วยกวีนิพนธ์ใช้ชื่อว่า “มาธยมิกศาสตร์” จากกวีเล่มดังกล่าว ได้เป็นที่รวบรวมปรัชญาของนานานิกายทางพุทธศาสนาไว้เกือบหมด ปรัชญาทางศาสนาพราหมณ์ก็ได้รับการวิพากย์ด้วย แล้วยังอธิบายถึงปรัญาศูนยตาทีท่านคิดขึ้นโดยใช้ระบบวิภาษวิธี ชื่อเสียงของท่านจึงโด่งดังอย่างรวดเร็ว นิกายมหายนก็แพร่หลายในหมู่ชนทุกชั้น จนสามารถกลายเป็นนิกายที่เด่นและเจริญรุ่งเรืองที่สุดของพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๑๐

          ตามประวัติที่พระสมณะเฮี่ยงจังแปลออกมาสู่ภาษาจีนกล่าวว่า พระคุรุนาคารชุนเกิดในสกุลพราหมณ์ แคว้นโกศล ภาคใต้ ท่านศึกษาพระไตรปิฏกเพียง ๙๐ วันก็แตกฉานได้ศึกษาศาสตร์มหายาน ประกอบด้วยปัญญาที่เลิศล้ำจนหาผู้เปรียบมิได้ และมีศิษย์ท่านคนหนึ่งชื่อ อารยเทพ เป็นผู้ที่มีความสามารถเทียบเท่ากับพระคุรุนาคารชุนซึ่งเป็นอาจารย์ ได้เผยแพร่นิกายมหายานออกไปแพร่หลายอย่างกว้างขวาง และคณาจารย์องค์สำคัญ ๆ ที่เป็นผู้วางรากฐานของนิกายมหายานก็มีจำนวน ๔ ท่าน คือ พระอัศวโฆษ พระคุรุนาคารชุน พระอารยเทพ และพรกุมารลัพท์ ในการต่อๆ มาคณาจารย์ที่ดำรงให้นิกายมหายานสามารถเจริญติดต่อสืบเนื่องกับมา ก็มีอาทิเช่น พระวิชัยมิตร พระชินบุตร พระคุณมตินันท พระจันทรกีรติ พระอติส พระศานตรักษิต พระกลมศิล ฯลฯ ท่านเหล่านี้ได้เรียบเรียงคัมภีร์ต่าง ๆ เพิ่มเติมต่อขยายจากคัมภีร์ที่มีอยู่แต่เดิม ซึ่งทำให้นิกายมหายานทรงอิทธิพลอยู่เป็นเวลานานในระยะที่นิกายพุทธศาสนาอื่น ๆ ยังฟื้นตัวไม่ขึ้น

          รัชสมัยของราชวงศ์ปาละมีพระเจ้าโคปาละเป็นปฐมวงศ์ และเป็นราชวงศ์ที่นับถือพุทธศาสนา ทรงอุปถัมป์การศึกษาพระปริยัติธรรมให้รุ่งเรือง โดยการสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ชื่อ อุทันตบุรี ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยนาลันทา แล่ต่อมาทรงสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งที่ ๓ ชื่อวิกลมศิลา ดังนั้นระยะของพระองค์พุทธศาสนาจึงนับว่าเป็นยุคที่รุ่งเรื่องมากยุคหนึ่ง พุทธศาสนาตั้งหลักอยู่ในชมพูทวีปนับเป็นเวลา ๑๗ พุทธศตวรรษ หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นลำดับมา จนกระทั่งกองทัพอิสลามบุกเข้าชมพูทวีป ทำลายศาสนาและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ศาสนวัตถุและพระสงฆ์ของพุทธศาสนาถูกฆ่าทำลาย มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๓ แห่งย่อยยับ พุทธบริษัทถูกบังคับให้หันไปนับถือศาสนาอิสลาม บุคคลที่ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็ถูกฆ่าตายนับจำนวนไม่ถ้วนพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมาเป็นระยะเวลา ๑๗๐๐ ปีเศษ ก็ถึงวาระสุดท้ายในประเทศอินเดีย แต่พุทธศาสนากลับไปเจริญรุ่งเรืองในระเทศอื่น ๆ รอบ ๆ อินเดีย กระทั้งปัจจุบัน แม่แต่ชนชั้นปัญญาชนของประเทศภาคพื้นยุโรปและอเมริกา เมื่อได้ศึกษาประวัติรวมทั้งหลักธรรมของศาสนาพุทธอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ต่างมีความเชื่อและศรัทธาศาสนาพุทธมากยิ่งขึ้นตามลำดับ หากศาสนาพุทธไม่ดีเลิศจริง ก็คงไม่สามารถชักจูงให้ชนชั้นปัญญาชนดังกล่าวมาศรัทธาในศาสนาได้อย่างแน่นอน

          ปัจจุบันศาสนาพุทธแบ่งออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ได้ ๒ นิกาย กล่าวคือ

          ๑. ทักษิณนิกาย หรือ เถรวาทนิกาย

           ทักษิณนิกายเผยแพร่อยู่ในประเทศแถบสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมด ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ รวมทั้งประเทศศรีลังกาด้วย ตามหลักของนิกายมุ่งสอนให้ยึดถือหลักทฤษฏี อรหัตมรรค เพื่อเป็นการมุ่นสู่ (ปฏิบัติเพื่อตนบรรลุ) พระอรหันต์ หรือจุดมุ่งหมายคือนิพพาน

          ๒. อุตตรนิกาย หรือ มหายานนิกาย

          ความศรัทธาที่มีต่อนิกายนี้ปรากฏอยู่ในประเทศต่าง ๆ คือ ประเทศจีน ญี่ปุ่น เนปาล เวียดนาม เกาหลีใต้ รวมทั้งพลเมืองบางส่วนในแหลมสุวรรณภูมิ เนื่องจากหลักของนิกายมหายาน เป็นหลักปฏิบัติให้จิตใจของตนมีโพธิจิต เพื่อกระทำตนให้เป็นพระโพธิสัตว์จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักทฤษฎีโพธิสัตว์มรรคโดยกำหนดหลักการปฏิบัติต่าง ๆ เช่นเดียวกับสมัยพระพุทธองค์ยังไม่ตรัสรู้ และดำรงพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติต่าง ๆ ซึ่งแสดงความเมตตากรุณาที่พระพุทธองค์ประกอบในแต่ละชาติ หลักโพธิสัตว์จึงเป็นหลักที่สอนให้ผู้ปฏิบัติอยู่ในความบริสุทธิ์ ประกอบแต่ผลบุญ เจริญศีลภาวนา ทำประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ช่วยชีวิตคนและสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ เป็นการสะสมบารมีทุก ๆ ชาติ โดยมุ่งหวังพุทธภูมิดังกล่าว หลักมหายานให้เน้นหนักในการเสียสลาตัวเองเพื่อดำรงไว้ซึ่งประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญ

          เท่าที่กล่าวมาข้างต้นจะสังเกตได้ว่าหลักธรรมอันเป็นหัวใจของศาสนานั้น หาได้แตกต่างกันไม่ในระหว่างนิกายมหายานและเถรวาทนิกาย นิกายทั้ง ๒ อาจแตกต่างกันบ้านในข้อปฏิบัติบางประการเท่านั้นที่ไม่ถือเป็นข้อสำคัญ เช่น การยึดถือหลักพระพุทธเจ้า นิกายมหายานถือพระพุทธเจ้ามีหลายองค์รวมทั้งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนับถือด้วย การนับถือพระพุทธเจ้ากี่องค์ก็ตามย่อมไม่ใช่ข้อสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่หลักพระธรรมต่างหาก และเรื่องการฉันจังหัน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่า ๒ ฝ่ายพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ปฏิบัติได้ จึ่งไม่เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนการวางรูปพระอัครสาวกซ้ายขวา ของพระประธานในอุโบสถ แตกต่างกันคือ เถรวาทนิกาย คือ เอาพระสาริบุตรและพระโมคคลานะ เป็นอัครสาวก ส่วนมหายานนิกายถือเอา พระอานนท์และพระมหากัสสปะ เป็นอัครสากว แต่อัครสาวกแตกต่างกันเฉพาะประดิษฐานในอุโบสถเท่านั้น ในสถานที่อื่นหรือการเคารพมหายานถือเอาพระสารีบุตรและพระโมคคลาเป็นอัครสาวกเช่นเดียวกับเถรวาทนิกาย จากความแตกต่างที่บรรยายมาข้างต้นจะพิจารณาเห็นได้ว่ามิใช่ข้อสำคัญเลย การปฏิบัติที่แตกต่างกัน ก็เพื่อความเหมาะสมกับขนบธรรมเนียมประเพณี รวมถึงดินฟ้าอากาศด้วย สิ่งเหลานี้เป็นข้อที่พวกเราชาวพุทธไม่ควรจะยึดถือและแบ่งแยกว่าเป็นนิกายคนละนิกายเราควรจะร่วมกันสร้างสรรค์ให้ศาสนาพุทธเกิดความรุ่งเรืองและสืบต่อ ๆ ลงไปแก่อนุชนรุ่นหลังมิดีกว่าหรือ แทนที่จะคอยจ้องทำลายล้างซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ศาสนาแต่อย่างใด

   สารัตถธรรมมหายาน


๑. อรรถว่า "มหายาน"

๒. ตรียาน

๓. เอกยาน

๔. ตรีกาย

๕. วิสุทธิภูมิ

๖. พุทธปรัชญามหายาน

๗. โพธิสัตวภูมิ - พุทธภูมิ - อุดมคติสูงสุดของมหายาน

๘. ความเข้าใจในพุทธภาวะ

๙. ข้อเปรียบเทียบบางประการระหว่างเถรวาท - มหายาน

๑๐. ความแตกต่างระหว่างเถรวาท กับมหายาน                                                                               อ่านเพิ่ม>>>